| ดื่มอย่างไรเกิดภัยรอบด้าน? | ||
| การดื่มอย่างหนักนั้นหมายถึงการดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมากในช่วงเวลาสั้นหรือการดื่มจนเมามาย อย่างไรคือน้อย? มากแล้วเป็นอย่างไร? การแสดงให้เห็นว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณต่างๆ จะส่งผลต่ออารมณ์ สติสัมปชัญญะและร่างกายของคุณได้เพียงใดในบทความนี้ จะใช้การดื่มแอลกอฮอล์มาตรฐานเพื่ออ้างอิงเปรียบเทียบ โดยใช้การดื่มไวน์ขาวความเข้มข้น 12 เปอร์เซ็นต์(175 มล.) และการดื่มกับเบียร์ลาเกอร์ความเข้มข้น 4 เปอร์เซ็นต์ (1 ไพน์ หรือประมาณ 568 มล.) ไวน์ขาว 1 แก้วหรือเบียร์ 1 ไพน์ (ประมาณ 2 หน่วย) · คุณจะช่างเจรจาและรู้สึกผ่อนคลาย · ความมั่นใจของคุณเพิ่มมากขึ้น · ความสามารถในการขับรถลดลง ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาที่คุณต้องขับรถ ไวน์ขาว 2 แก้วหรือเบียร์ 2 ไพน์ (ประมาณ 4 หน่วย) · การไหลเวียนเลือดของคุณเพิ่มขึ้น · ความยับยั้งชั่งใจของคุณลดลงและสมาธิของคุณสั้นลง · ร่างกายเริ่มเกิดภาวะสูญเสียน้ำซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเมาค้าง ไวน์ขาว 3 แก้วหรือเบียร์ 3 ไพน์ (ประมาณ 6 หน่วย) · ปฏิกิริยาตอบสนองของคุณช้าลง · ตับของคุณต้องทำงานหนักขึ้น · แรงขับทางเพศของคุณอาจเพิ่มขึ้น ในขณะที่วิจารณญาณในการตัดสินใจของคุณอาจลดลง ไวน์ขาว 4 แก้วหรือเบียร์ 3 ไพน์ครึ่ง (ประมาณ 8 หน่วย) · คุณรู้สึกสับสนได้ง่าย · คุณแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเห็นได้ชัด · แรงขับทางเพศและความสามารถของคุณในเวลานี้อาจลดลง โปรดจำไว้ด้วยว่าสำหรับบางคน (กลุ่มคนที่อายุยังน้อย คนที่ตัวเล็กและผู้หญิง) จะแสดงอาการเหล่านี้ได้ แม้ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยปริมาณน้อยกว่าที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถ้าคุณมีความทนทานต่อแอลกอฮอล์แล้วคุณอาจพบว่าผลพวงของการดื่มเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณ ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีกับตัวคุณเลย ดังนั้นในกรณีเช่นนี้ ให้พิจารณาว่าถึงเวลาที่คุณจะลดการดื่มหรือยัง หรือคุณจำเป็นต้องมองหาความช่วยเหลือหรือไม่ ก่อนที่การดื่มจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่ยากจะแก้ไข | ||
วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ดื่มอย่างไรเกิดภัยรอบด้าน?
อาการเจ็บหน้าอก
อาการเจ็บหน้าอก
อาการเจ็บหน้าอก Angina อาการเจ็บหน้าอกเป็นอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ พบมากในผู้สูงอายุ ผู้ชายมีแนวโน้มเป็นมากกว่าผู้หญิง มักจะ เริ่มต้นด้วย อาการเจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอกเมื่ออยู่ภายใต้ความเครียด หรือ ทำกิจกรรมออกกำลังกาย ชนิดของอาการเจ็บหน้าอก มี 2 ประเภท อาการเจ็บหน้าอกชนิดคงที่ คือ อาการเจ็บหน้าอกปกติที่มีมานานกว่าสองเดือน อาการมักจะค่อย ๆ พัฒนาสามารถสังเกตอาการได้เมื่อออกกำลังกาย หรืออยู่ภายใต้ความเครียดมาก ๆ อาการของโรคจะดีขึ้นเมื่อได้รับการพัก อาการเจ็บหน้าอกชนิดไม่คงที่ คือ มักจะเกิดจากการตีบฉับพลันของหลอดเลือดหัวใจ รูปแบการเกิดอาการจะไม่ชัดเจน ความเจ็บปวดและความไม่สุขสบายจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีความรุนแรงมากขึ้น อาการของโรค มักจะนำมาโดย การออกกำลังกาย ความเครียดทางอารมณ์ สภาพอากาศเย็น หรือหลังอาหาร อาการปวด จุก แน่น ไม่สุขสบายบริเวณหน้าอก อาการอาจจะแพร่กระจายไปยังคอ แขน หลัง หรือ ท้อง บางครั้งอาจมีอาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจถี่ ร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อน ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคตังต่อไปนี้ หัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมอง วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า การดำเนินชีวิตประจำวันจะลำบากมากขึ้น สาเหตุของการเกิดโรค การเจ็บหน้าอกชนิดคงที่เกิดจากการตีบของหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากผนังของหลอดเลือด แคบและแข็ง การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจจะยากขึ้น การเจ็บหน้าอกชนิดไม่คงที่เกิดจากการที่ไขมันที่สะสมบนผนังของหลอดเลือดแตกออกเป็นก้อน แล้วก่อตัวเป็นลิ่มเลือด ก่อให้เกิดการอุดตันบางส่วนหรืออย่างสมบูรณ์ของหลอดเลือด ลดการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงหัวใจอย่างฉับพลัน สาเหตุหลักของการเจ็บหน้าอกคือโรคหัวใจ หากมีอาการดังต่อไปนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ :ความดันโลหิตสูงโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง สูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน และประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ การวินิจฉัยโรค หากมีอาการเจ็บหน้าอก ไม่สุขสบายขณะออกกำลังกายควรไปพบแพทย์โดยด่วน แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจพิเศษอื่นร่วมด้วยเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การรักษา ดูแลตนเองด้วยการควบคุมวิถีการดำเนินชีวิต การใช้ยาเพื่อการควบคุมภาวะโรคที่เป็นความเสี่ยงทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง การดูแลตัวเอง : เพื่อช่วยควบคุมอาการ และป้องกันภาวะโรคที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ ดังต่อไปนื้ งดสูบบุหรี่ หากมีน้ำหนักเกินให้พยายามลดน้ำหนัก กินอาหารเพื่อสุขภาพ เช่นอาหารที่มีไขมันต่ำ มีเส้นใยสูง ผักและผลไม้ ออกกำลังกายเป็นประจำ จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลดความเครียด ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หากเป็นโรคเบาหวานต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การใช้ยา : ให้เป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ จะได้รับยาเป็นประจำเพื่อควบคุมอาการ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาโรคหัวใจต่อไป การผ่าตัด หากมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงอาจมีการทำการทำหัตถการดังต่อไปนี้ Coronary angioplasty (การใส่บอลลูนหัวใจ) หรือ Coronary artery bypass graft (CABG) การใส่สายสวนหัวใจ การป้องกัน ไม่สูบบุหรี่ ลดน้ำหนักส่วนเกิน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 30 นาที อย่างน้อย สัปดาห์ละห้าวันรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารเส้นใยสูง ผลไม้และผัก ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ | ||
การดูแลสุขภาพฟัน
| การดูแลสุขภาพฟัน |
การดูแลสุขภาพฟัน Caring for your teeth กุญแจสำคัญ
เมื่อผิวของฟันถูกปกคลุมไปด้วยแผ่นที่บางและเหนียวที่เกิดจากแบคทีเรียเรียกว่า ขี้ฟัน เมื่อเรากินสิ่งใดๆก็ตามที่มีน้ำตาล แบคทีเรียบนฟันจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานและกรด กรดนี้จะค่อยๆทำให้สารเคลือบฟันบางตัว โดยต่อมาจะทำให้เกิดโพรงได้ซึ่งเรียกว่า ฟันผุ ผิวของสารเคลือบฟันไม่มีเส้นประสาท ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกปวดแม้ว่าจะมีโพรงที่ฟันแล้วก็ตาม และโพรงที่เกิดขึ้นอาจจะลึกเข้าไปถึงเนื้อฟันได้ เนื้อฟันนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหลอดเลือดและเส้นประสาท ดังนั้นหากมีฟันผุมากอาจมีอาการปวดได้โดยเฉพาะเมื่อขณะรับประทานของร้อนๆ ของหวานหรือเป็นกรด อย่างไรก็ตามน้ำลายจะช่วยล้างคราบแบคทีเรียและช่วยปรับสภาพความเป็นกรดให้เป็นกลางได้ แต่ว่าน้ำลายก็ไม่สามารถที่จะขจัดได้ทั้งหมด โรคเหงือก โรคเหงือก คือ การอักเสบของเหงือกและอาจรวมไปถึงกระดูกที่ยึดฟันกับขากรรไกรด้วย โรคเหงือกนั้นพบได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่มีฟันธรรมชาติ ถ้าหากเราไม่แปรงฟันเพื่อขจัดขี้ฟันออกไปอย่างสม่ำเสมอ เหงือกจะมีอาการบวมแดง บางและอาจมีเลือดออกได้ ซึ่งในระยะแรกนี้เรียกว่า เหงือกอักเสบ ซึ่งรักษาได้ง่ายด้วยการขจัดขี้ฟันออกและแปรงฟันร่วมกับการใช้ไหมขัดฟัน การรักษาเหงือกอักเสบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญเพราะ อาจทำให้เหงือกร่นจนทำให้เกิดฟันโยก/หลุดตามมาได้และเกิดร่องลึกบริเวณรอบฟัน ซึ่งเรียกว่า โรคปริทันต์ ซึ่งหากเป็นโรคนี้แล้ว ขี้ฟันอาจเข้าไปสะสมอยู่ในร่องลึกปริทันต์ซึ่งไม่สามารถแปรงฟันเพื่อขจัดออกได้ เมื่อสะสมเป็นเวลานานจะทำให้ขี้ฟันแข็งตัวขึ้นกลายเป็นหินปูนได้ หากร่องลึกปริทันต์นั้นมีความลึกที่มากขึ้นยิ่งทำให้ทำความสะอาดได้ยากและเกิดการติดเชื้อตามมาได้ นอกจากขี้ฟันจะทำลายเหงือกแล้วยังทำลายกระดูกบริเวณนั้นด้วย ซึ่งหากไม่ได้รักการรักษาเป็นเวลาหลายๆปี จะทำให้ฟันโยกมากและทำให้ต้องถอนออกในที่สุด ฟันสึก ฟันสึกคือการสูญเสียสารเคลือบฟันและเนื้อฟันเนื่องจากมีกรดมาทำลายบริเวณผิวฟัน แต่ฟันสึกนั้นเกิดจากกรดที่มาจากน้ำดื่มและอาหาร เช่น น้ำผลไม้, น้ำอัดลม(รวมถึงชนิด Diet ด้วย), ขนมกรุบกรอบ และซอสมะเขือเทศ เป็นต้น ฟันสึกนั้นพบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็ก เราสามารถลดฟันสึกได้โดยการจำกัดการกินน้ำดื่มที่เป็นกรด กรณีถ้ามีเด็กเล็ก พยายามให้เด็กกินเฉพาะน้ำหรือนมเท่านั้น หากเด็กอยากดื่มจริงๆให้เด็กกินจากแก้วหรือหลอดเพื่อลดการสัมผัสกับฟัน และห้ามให้เด็กดื่มผ่านขวดนมเด็ดขาด รวมถึงในเด็กที่อาเจียนบ่อยๆก็มีโอกาสฟันสึกได้สูงจากกรดในกระเพาะอาหาร ฟันสึกที่เกิดขึ้นนั้นเป็นภาวะถาวรโดยหากสึกเข้าไปถึงเนื้อฟันจะทำให้ฟันเปราะบางมากขึ้นจนให้เกิดฟันเหลือง และมีโอกาสเกิดฟันผุสูงขึ้น ดูแลฟันได้อย่างไรบ้าง
ควรไปพบทันตแพทย์ทุกๆ 3 เดือน – 2 ปี ขึ้นอยู่กับสุขภาพฟันของแต่ละคน | ||
โรคหอบหืด
|
โรคหอบหืด
| ||
โรคหอบหืด Asthma โรคหอบหืดเป็นภาวะที่มีผลต่อทางเดินหายใจทำให้หายใจลำบาก คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืดที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมสามารถใช้ชีวิตตามปกติ หากปล่อยไว้ไม่รักษาสามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อทางเดินหายใจได้ มีจำนวนน้อยรายที่การกำเริบอย่างรุนแรงทำให้ถึงแก่ชีวิต เกี่ยวกับภาวะโรค พบมากในวัยเด็ก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกได้บ้างในวัยผู้ใหญ่ที่เริ่มมีอาการโรคหอบหืดที่เกิดจากการระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจจากสภาวะแวดล้อมในที่ทำงาน หรือพัฒนาจากภายหลังการติดเชื้อไวรัส โรคหอบหืดมีผลต่อ ทางเดินหายใจโดยจะมีอาการระคายเคืองและอักเสบ เป็นผลทำให้ทางเดินหายใจแคบลง มีเมือกออกมากทำให้อากาศไหลเข้าและออกจากปอดยากขึ้น อาการ อาการของโรคหอบหืดขึ้นอยู่กับความรุนแรงเกิดขึ้นเช่น การไอ หอบ หายใจถี่ แน่นหน้าอก อาการเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะต่างกันไปแต่ละบุคคล อาจจะมีอาการไม่เหมือนกัน และอาจเป็นๆ หายๆ อาการมักจะแย่ลงในเวลากลางคืนหรือในตอนเช้า สาเหตุ โรคหอบหืดมักจะไม่ชัดเจน บ่อยครั้งมีตัวกระตุ้นที่ทำให้อาการกำเริบได้แก่ การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ สารก่อความระคายเคือง เช่นฝุ่น, ควันบุหรี่ และควัน สารเคมี อื่น ๆ ที่พบในที่ทำงาน อันนี้จะเรียกว่าโรคหอบหืดจากการทำงาน การแพ้เกสร ยา สัตว์ ไรฝุ่นบ้าน หรืออาหารบางชนิด การออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอากาศเย็นและแห้ง อารมณ์ หัวเราะหรือร้องไห้อย่างแรง กระตุ้นให้เกิดอาการได้ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ยาบางอย่างที่สามารถทำให้เกิดโรคหอบหืด ยาส่วนใหญ่มีความปลอดภัย แต่ถ้าคุณมีโรคหอบหืดระดับปานกลางถึงอย่างรุนแรง ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินและไอบูโปรเฟน ยาพวกเบต้าบล็อกเกอร์ที่ใช้ในการรักษาความดันโลหิตสูงหรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจทำให้โรคหอบหืดแย่ลง โรคหอบหืดพบมากในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง แต่วัยผู้ใหญ่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีอาการหอบหืดมากกว่าผู้ชาย โรคหอบหืดอาจเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ คุณแม่ที่สูบบุหรี่ในระหว่างตั้งครรภ์ลูกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืด ถ้าเราสูบบุหรี่และมีลูกเล็กๆ เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหอบหืด ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักต่ำเกณฑ์ก็มีแนวโน้มที่เป็นโรคหอบหืดได้ การวินิจฉัยโรค แพทย์จะถามถึงปัจจัยที่คิดว่าอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการโรคหอบหืด อาจจะสั่งทำการทดสอบอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อวินิจฉัยโรค •วัดอัตราการไหลสูงสุดของอากาศที่ถูกขับออกจากปอด เพื่อทดสอบวัดความเร็วของอากาศที่ถูกขับออกจากปอด •การวัดสมรรถภาพปอด เพื่อทดสอบวัดความเร็วและปริมาณการไหลของอากาศ ซึ่งจะให้ข้อมูลละเอียดมากกว่าการวัดอัตราการไหลสูงสุด และแสดงให้เห็นสภาพการทำงานของปอด •การทดสอบโรคภูมิแพ้ เพื่อทดสอบว่าแพ้สารอะไร •การเอกซ์เรย์ทรวงอก มักจะไม่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหอบหืด แต่อาจจะทำเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีรูปแบบอื่นใดของโรคปอด ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี การวินิจฉัยอาจทำเพียงแค่ว่ามีการตอบสนองต่อการรักษาโรคหอบหืดดีเพียงไร การรักษาโรคหอบหืด โรคหอบหืดไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นการรักษาตามอาการเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน แผนการรักษาของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป การรักษาเป็นการประสมประสานระหว่างยากับอาการของโรคในทางที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้แต่ละคน ยาสูดพ่นแบบ inhalers มียาสูดพ่นพื้นฐาน 2 ประเภทใช้สำหรับโรคหอบหืดคือ: บรรเทาอาการ และป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ และรักษาอาการอักเสบของโรคหอบหืด ยาที่ใช้ในการรักษาถูกส่งตรงไปยังทางเดินหายใจ ในรูปของผงแห้งละอองยาเมื่อใช้คู่กับอุปกรณ์ ยาจะถูกสูดดมเข้าไปในทางเดินหายใจ คนไข้จะต้องใช้อุปกรณ์เป็นเพื่อให้มันทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพ ควรสอบถามแพทย์สำหรับคำแนะนำและวิธีการใช้ยาและอุปกรณ์อย่างถูกต้อง ควรใช้ยาบรรเทาอาการเมื่ออาการของโรคหอบหืดกำเริบสามารถใช้ได้ทั้งแบบออกฤทธิ์สั้นหรือยาว แบบออกฤทธิ์สั้นช่วยในการผ่อนคลายและขยายทางเดินหายใจ มีตัวยา เช่น salbutamol และ terbutaline ซึ่งจะออกฤทธิ์เร็ว ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ยาบรรเทาอาการมากกว่า3 ครั้งต่อสัปดาห์ แสดงว่าโรคหอบหืดคุมไม่อยู่ แพทย์อาจจะต้องทบทวนอาการอีกครั้ง หากได้รับยาป้องกัน ควรใช้ทุกวัน แม้ว่าจะไม่ได้มีอาการเพื่อเป็นการป้องกันอาการกำเริบ แพทย์จะกำหนดยาสูดพ่นแบบป้องกัน ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้ •รู้สึกหายใจขัด มีอาการไอหรือแน่นหน้าอกมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์เมื่อทำกิจกรรมประจำวัน •จำเป็นต้องใช้ยาสูดพ่นบรรเทาอาการ 3 ครั้งต่อสัปดาห์หรือมากกว่า •รู้สึกหายใจติดขัดเมื่อมีการติดเชื้อที่ปอดกหรืออยู่ในบรรยากาศที่เป็นควัน •การนอนหลับถูกบกวนด้วยอาการแน่นหน้าอกหรือ ไอ ยาพ่นป้องกันมักจะมีสเตียรอยด์เช่น beclometasone หรือ fluticasonem ซึ่งลดการอักเสบของทางเดินหายใจ อาจใช้เวลานานถึง 14 วัน กว่าที่ยาป้องกันเริ่มทำงาน แต่เมื่อมันเริ่มทำงานแล้ว ก็อาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาสูดพ่นบรรเทาอีกเลย ยาบรรเทาที่ออกฤทธิ์ยาวสามารถนำมาใช้ร่วมหากอาการของโรคควบคุมไม่ได้แล้วด้วยยาสเตียรอยด์แบบป้องกัน การใช้ยาบรรเทาออกฤทธิ์สั้นเป็นครั้งคราว ยาจะทำงานในลักษณะเดียวกับยาบรรเทาที่ออกฤทธิ์สั้น แต่ฤทธิ์ยาจะคงอยู่นานกว่า 12 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับยาบรรเทาที่ออกฤทธิ์ยาว เช่น Salmeterol หรือ formoterol บ่อยครั้งที่ยาเหล่านี้จะถูกประสมประสานกับสเตียรอยด์ ซึ่งหมายความว่าตัวยาทั้งสองจะถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในยาสูดพ่น ยาสูดพ่นแบบ spacers เป็นยาสูดพ่นแบบขับเคลื่อนด้วยก๊าซ คนไข้จะได้รับอุปกรณ์ช่วยพ่นยาซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถช่วยให้ใช้ยาสูดพ่นได้อย่างถูกต้อง และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเด็กหรือผู้ที่พบว่ามันยากที่จะใช้ยาสูดพ่น ในเด็กเล็กถึงสามขวบก็สามารถเรียนรู้การใช้ยาสูดพ่นด้วยอุปกรณ์ช่วยพ่นยานี้ อุปกรณ์ช่วยพ่นยาเป็นหลอดยาวซึ่งสวมลงบนยาสูดพ่น คนไข้หายใจเข้าและออกจากปากที่ปลายอีกด้านของท่อ ใช้ง่ายเพราะสามารถเปิดใช้งานเครื่องสูดพ่นยาแล้วสูดหายใจเข้าและออกได้ในเวลาเดียวกัน การใช้อุปกรณ์ช่วยพ่นยายังช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บคอจากการใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์ และเมื่อใช้อย่างถูกต้องก็มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับเครื่องพ่นละอองยาในการรักษาโรคหอบหืดเฉียบพลัน เครื่องพ่นละอองยา (nebulizer) เครื่องพ่นละอองยาเป็นการทำให้ยาโรคหอบหืดเป็นละอองแล้วหายใจเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ เป็นการช่วยส่งยาไปในจุดที่ต้องการ สิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนไข้มีโรคหอบหืดที่รุนแรงและจำเป็นต้องมีการรักษาฉุกเฉินในบ้านหรือโรงพยาบาล ถ้าใช้ spacer กับยาโรคหอบหืดมันอาจจะมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับเครื่องพ่นละอองยาสำหรับการรักษาโรคหอบหืดแทบทุกชนิด หากเด็กมีโรคหอบหืดควรสอบกับแพทย์ว่าเครื่องพ่นละอองยาเหมาะที่จะใช้กับเด็กหรือไม่ หากใช้ nebuliser เป็นประจำควรหมั่นนำไปตรวจเช็คอยู่เสมอ เพื่อให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา หากมีอาการหอบหืดรุนแรงแพทย์อาจสั่งยาสเตียรอยด์แบบเม็ด เช่น prednisolone และยาอื่นๆ อีกหลายอย่างทั้งเป็นเม็ดและยาสูดพ่น ถ้าการรักษาแบบทั่วไปไม่ได้ผล อาจสั่งยากลุ่ม montelukast หรือ zafirlukast ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการรักษา การปฏิบัติตัวของคนที่เป็นโรคหอบหืด ยาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา คนไข้ยังจะต้องจัดการกับสิ่งที่ทำให้โรคนี้กำเริบ ควรบันทึกอะไรก็ตามที่กระตุ้นโรคหอบหืดให้แย่ลงอันนี้จะช่วยทำให้พบรูปแบบของโรคได้มากขึ้น การวัดอัตราการไหลสูงสุดในการตรวจสอบการทำงานของปอดเป็นสิ่งมีประโยชน์ คนส่วนใหญ่ที่มีโรคหอบหืดสามารถใช้??ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ | ||
การพักผ่อนนอนหลับที่เหมาะสม
การพักผ่อนนอนหลับที่เหมาะสม
คนทุกคนต้องการการพักผ่อนนอนหลับ แต่นานแค่ไหนจึงจะพอดี พ่อแม่มือใหม่อาจสงสัยว่าจะให้เด็กทารกนอนหลับนานแค่ไหนดี กังวลว่าลูกวัยรุ่นอาจนอนไม่เพียงพอ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถหยุดสัปหงกในระหว่างวันได้ บทความนี้จะกล่าวถึงความต้องการนอนหลับในช่วงอายุต่าง ๆ ของชีวิตเรา การนอนหลับที่ดี ระยะเวลาและชนิดของการนอนหลับที่เราต้องการเปลี่ยนไปกับอายุ อย่างไรก็ตาม อายุมิใช่เพียงปัจจัยเดียวที่เป็นตัวตัดสิน แต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน บางคนมากและบางคนน้อยกว่าความต้องการของคนโดยเฉลี่ย ระยะเวลาการนอนหลับอาจมีความสำคัญน้อยกว่าคุณภาพของการหลับ ความต้องการในการนอนหลับแต่ละวันก็อาจเปลี่ยนไปวันต่อวันขึ้นกับสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ข้อมูลที่เรากำลังนำเสนอ คือ การเปลี่ยนแปลงของความต้องการนอนตลอดห้วงอายุขัยของชีวิต อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวในวันรุ่งขึ้น นั่นบ่งบอกว่า ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้ว วัยทารก ทารกมีพัฒนาการที่รวดเร็วมาก ต้องการ 17 ชั่วโมงของการนอนหลับแต่ละวันเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ และช่วยให้พวกเขามีเวลาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เมื่อเกิดมาใหม่ ๆ นาฬิกาชีวิตของทารกยังพัฒนาไม่เต็มที่ จะใช้เวลา 6 เดือนแรกในการปรับตัวให้นอนหลับกลางคืนมากกว่ากลางวัน มันจะเป็นการดีที่จะกำหนดกิจวัตรประจำให้กับทารก เมื่อเขาอายุ 6 ถึง 8 สัปดาห์ เพื่อช่วยเตรียมให้เขาหลับได้ดี ทารก เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ มีการสลับแบบการนอนระหว่างการนอนหลับไม่สนิท และการนอนหลับสนิท อย่างไรก็ตามทารกมีสัดส่วนของเวลาที่นอนหลับไม่สนิทสูงกว่าการนอนหลับสนิท ดังนั้นจึงตื่นง่ายกว่าผู้ใหญ่ และมีการสลับแบบการนอนสองแบบนี้ถี่กว่าผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้มีการตื่นตอนกลางคืนบ่อย อย่างไรก็ตาม ทารกมักจะหลับต่อด้วยตนเองภายในไม่กี่นาทีหลังตื่นตอนกลางคืน วัยเด็กหัดเดิน เด็กวัยหัดเดิน อยู่ไม่ค่อยนิ่ง ดังนั้นต้องการการพักผ่อนมาก เด็กอายุหนึ่งถึงสองปี ต้องการนอนหลับระหว่าง 10 และ 13 ชั่วโมงต่อวัน พ่อแม่บางคนชอบที่จะให้ลูกตัวเองนอนหลับยาวไปเลยในตอนกลางคืน ขณะที่บางคน ชอบให้เด็กหลับสั้น ๆในเวลากลางวันและนอนหลับกลางคืนสั้นลงกว่าเดิม พ่อแม่ของเด็กวัยนี้ คงต้องหารูปแบบการนอนที่ดีที่สุดสำหรับทั้งตัวเองและลูกแล้วทำให้มันกลายเป็นรูปแบบกิจวัตรประจำสำหรับครอบครัว วัยเด็กโต เด็กโต ก็อยู่ไม่ค่อยนิ่ง มีการเรียนรู้ และการพัฒนา ในอัตราที่สูงมาก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการการพักผ่อนมากมาย สำหรับวัยนี้ ความต้องการในการนอนอาจแตกต่างกันไป โดยทั่วไป ต้องการประมาณ 90-10 ชั่วโมง ของการนอนหลับตอนคืน และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อโตขึ้น เช่นเดียวกับวัยอื่น ๆ เราไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมลงไปตายตัว แต่ในฐานะพ่อแม่ เราพิจารณาได้ว่าลูกนอนหลับเพียงพอไหม และเขาควรต้องการนอนนานเท่าใด วัยรุ่น วัยรุ่น โดยทั่วไปต้องการนอนประมาณ 9 ชั่วโมงในแต่ละคืน - แต่ พวกเขามักจะนอนไม่เพียงพอ มันไม่ใช่เรื่องแปลก สำหรับวัยรุ่นที่ต้องการที่จะนอนดึกแล้วบ่นเกี่ยวกับการตื่นแต่เช้าเพื่อไปโรงเรียน อย่างไรก็ตาม มีเหตุผลทางชีววิทยาที่อาจอธิบายเรื่องนี้ รูปแบบการนอนหลับตามธรรมชาติเปลี่ยนไปในวัยรุ่น ฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเชื่อว่า ช่วยให้เกิดความง่วง จะถูกสร้างขึ้นมาช้ากว่าที่เคยในตอนเย็นสำหรับวัยรุ่น – ทำให้รู้สึกง่วงนอนตอนดึกมาก ๆ เรียกว่า โรคนาฬิกาชีวภาพเดินช้า นอกจากนั้น หากวัยรุ่นใช้อุปกรณ์บางอย่างก่อนนอน เช่น คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ การสัมผัสกับแสงและการกระตุ้นต่อจิตใจทำให้ชะลอความง่วง จะดีที่สุดคือไม่ให้มี เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โทรทัศน์ ในห้องนอนของวัยรุ่น การพยายามให้วัยรุ่นนอนและตื่นเป็นเวลาเดิมทุกวันจะช่วยให้วัยรุ่นได้รับการนอนหลับที่พวกเขาต้องการ วัยผู้ใหญ่ โดยทั่วไปผู้ใหญ่ต้องการการนอนหลับ 7 – 8 ชั่วโมง แต่บางคน สามารถทำงานได้หลังจากนอนหลับเล็กน้อย เราสามารถอดนอนได้เป็นครั้งคราว – ซึ่งทำให้เพียงแค่รู้สึกเหนื่อยล้าในวันถัดไป การขาดการนอนหลับอย่างต่อเนื่อง ( นอนไม่หลับ ) อาจส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในบางกิจกรรม เช่น การขับรถอย่างปลอดภัย ควรพบแพทย์หากมีปัญหาการนอนหลับและส่งผลต่อความสามารถในการทำงานในระหว่างวัน แพทย์อาจจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น หรือส่งต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ ผู้สูงอายุ อายุที่มากขึ้นไม่ทำให้ความต้องการนอนหลับลดลง ผู้สูงอายุยังคงต้องการนอนหลับแปดชั่วโมง อย่างไรก็ตาม การหลับสนิทจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้ตื่นง่ายขึ้นหลังจากนอนไปได้3 – 4 ชั่วโมง และหลับต่อได้ยากขึ้น ปัญหาสุขภาพ อื่น ๆ เช่น ต่อมลูกหมาก โรคข้อเสื่อม ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของการนอนหลับ หากนอนหลับไม่เพียงพอในเวลากลางคืนก็จะรู้สึกง่วงนอนในระหว่างวัน นอกจากนั้นผู้สูงอายุมักจะหลับเร็วขึ้นและตื่นเช้าขึ้นกว่าเดิม การปรับเปลี่ยนรูปแบบการนอนหลับ เช่น หลังการเดินทางโดยเครื่องบิน ก็รู้สึกจะยากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น |
ปัญหาของวัยรุ่น
ปัญหาของวัยรุ่น
ปัจจุบันปัญหาที่ทำให้สังคมต้องมองข้ามไม่ได้นั้นก็คือปัญหาของวัยรุ่น ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการช่วยสร้างประเทศให้มั่นคงแต่ตอนนี้วัยรุ่นส่วนมากมักสร้างปัญหาหลาย ๆ อย่างซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อหลาย ๆ สถาบัน เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตัวบุคคลเองและบุคคลใกล้ชิด(พ่อ,แม่)รวมถึงสังคมและประเทศชาติซึ่งอาจนำความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ปัญหากลุ่มวัยรุ่นจึงกลายเป็นปัญหาหลักอีกปัญหาหนึ่งที่ทุกคนในสังคมไม่ควรมองข้าม มิใช่ปัญหาเฉพาะคนใดคนหนึ่งหรือสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันแนวโน้มของความรุนแรงและการขยายตัวของปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มวัยรุ่นได้เพิ่มขึ้นตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม ระบบเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีถึงแม้ว่าได้มีความร่วมมือในการป้องกันและแก้ปัญหาจากหน่วยงานต่าง ๆ ในบาง ส่วนของภาครัฐบ้างแล้วก็ตาม
สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา
ด้านเกี่ยวกับตนเอง เช่น ปฏิบัติตัวตามเพื่อนซึ่งวัยนี้มักจะถือเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของวัยรุ่นแต่ละคนมักไม่เหมือนกันทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย วัยรุ่นมักพยายามหัดติดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ดัวยตนเองมักหลีกเลี่ยงขอคำปรึกษาจากพ่อแม่และผู้ปกครองมักพยายามหาทางแก้ไขปัญหาดัวยตนเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดการปรับตัวที่ดีขึ้นและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยความสบายใจแต่ในทางตรงกันข้ามถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะทำให้อารมณ์ไม่ดีใจอ่อนไหวง่าย แต่จะพยายามดับอารมณ์ด้วยความสุขุมเยือกเย็นมากยิ่งขึ้นและมักที่จะควรทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะแสดงว่าตนไม่ใช่วัยรุ่นอีกต่อไป พยายามลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น สูบบุหรี่ หัดดื่มเหล้า แต่งหน้าทาปาก สวมรองเท้าส้นสูง(ผู้หญิง) และเกิดความต้องการที่จะยึดติดกับกลุ่มเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ เกิดความต้องการของตนเองบวกกับความต้องการของกลุ่มเพื่อน ซึ่งสามารถแยกได้เป็นความต้องการทางกายคือ ปัจจัย 4 ซึ่งประกอบด้วยอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ซึ่งส่วนนี้ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยพ่อแม่เนื่องจากยังไม่สามารถเลี้ยงตนเองได้ ความต้องการความสนุกสนานเพลิดเพลิน เช่นดนตรี กีฬา การเที่ยวเตร่และสถานบันเทิงต่าง ๆ ต้องการเป็นอิสระอยากเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องการใครมาบังคับต้องการได้รับความยกย่อง ความเด่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง มีอุดมคติสูงมากกว่าที่จะปฏิบัติได้จริงถ้าหากเชื่อในเรื่องใดแล้วจะเชื่อถือได้อย่างจริงจัง ต้องการประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ชอบทดลองโดยเฉพาะอย่างสิ่งที่ต้องห้าม ต้องการรวมกลุ่มอยากมีเพื่อนเพื่อเที่ยวเตร่ ปรับทุกข์ สนุกสนานด้วยกัน การใช้ชีวิตของวัยรุ่นมักยึดค่านิยมที่ชอบหาความลำบากใส่ตัวโดยการสร้างเรื่องหรือก่อความวุ่นวายขึ้นในสังคมโดยเฉพาะกับบุคคลที่มีอำนาจเหนือตน เช่น ครู ตำรวจ ชอบความรุนแรงและดุดันโดยเห็นว่าความเป็นลูกชายต้องใช้กำลังส่วนใหญ่เลียนแบบจากภาพยนตร์ การเลียนแบบจะเกิดขึ้นทั่วไปในกลุ่มของเด็กวัยรุ่น ชอบความโอ่อ่า เน้นในด้านวัตถุ เช่นการแต่งการเสื้อผ้าราคาแพงเพื่อให้ทันต่อนิยมสมัย โดยไม่คำนึงถึงวิธีใด ชอบความตื่นเต้นและหวาดเสียว ชอบการผจญภัย หนีโรงเรียน หนีเที่ยว ฝ่าฝืนกฎระเบียบมีพฤติกรรมเกี่ยวกับอบายมุขต่างๆ ชอบเชื่อถือโชคชะตาเด็กวัยรุ่นจะอ้างว่าผลจากการกระทำของตนเป็นเรื่องของโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชอบปกครองตนเองจะแสดงออกถึงการรักอิสระจนเกินขอบเขต ไม่ต้องการให้ใครมาควบคุมความประพฤติ ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่จิตใจแล้วสามารถอธิบายได้ว่าการแสดงออกของเด็กเหล่านี้เพื่อจะทดสอบความเข้มงวดกวดขันของพ่อแม่ผู้ปกครองหรือในทางตรงกันข้ามต้องการให้ผู้อื่นเอาใจใส่ดูแลตน เพราะฉะนั้นการที่เด็กหนีโรงเรียนหรือออกจากบ้านนอกจากต้องการอิสระ แล้วยังเป็นการทดสอบความเข้มงวดหรือต้องการเรียกร้องความสนใจความเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครองอีกด้วย
ด้านที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว สภาพสังคมและค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปสังคมไทยในปัจจุบันซึ่งแตกต่างกับสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง ซึ่งแต่ก่อนวัยรุ่นมักจะอยู่กับครอบครัวมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันสภาพสังคมมีความสงบสุขแต่เมื่อความเจริญทางเทคโนโลยีเข้ามาถึงสภาพก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปสังคมมีความยุ่งเหยิงพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกทำให้ลูกขาดความอบอุ่นไปหาความอบอุ่นนอกบ้านจนเกิดเป็นปัญหาสังคมที่ต้องแก้ไขกันต่อไป
โลกปัจจุบัน
สังคมในปัจจุบันให้ความสำคัญต่อความเจริญทางด้านวัตถุมากกว่าคุณค่าด้านจิตใจอีกทั้งวัยรุ่นยังมีค่านิยมในการเที่ยวเตร่กลางคืนซึ่งชักนำให้วัยรุ่นก่อพฤติกรรมการเลียนแบบที่เย้ายวนใจชักนำให้วัยรุ่นหันไปลอกเลียนแบบและเอาอย่างพฤติกรรมที่ไม่ดี ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะพ่อแม่ควรเอาใจใส่เรื่องนี้ด้วย การเข้าไปเที่ยวสถานบันเทิงต่าง ๆของวัยรุ่นก็เป็นความเสี่ยงเช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ คาเฟ่ ผับ เธค สนุกเกอร์ ลานสเก็ต วัยรุ่นใช้เป็นแหล่งนัดพบเพื่อเที่ยวและทำความรู้จักเพื่อนต่างเพศ ทำให้เกิดการมั่วสุม
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557
โอเน็ต
แนวข้อสอบ o-net คอมพิวเตอร์
1.ข้อใดเป็นการเรียงลำดับวิวัฒนาการของวงจรคอมพิวเตอร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
ก. หลอดสุญญกาศ วงจรไอซี ทรานซิสเตอร์ วงจรรวมความจุสูง ข. ทรานซิสเตอร์ หลอดสุญญากาศ วงจรไอซี วงจรรวมความจุสูง
ค. หลอดสุญญากาศ ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี วงจรรวมความจุสูง
ง. ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี หลอดสูญญากาศ วงจรรวมความจุสูง
2.ทำไมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จึงใช้ระบบเลขฐานสอง
ก. เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใช้ภาษาเครื่อง
ข. เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจภาษามนุษย์
ค.เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานแบบแอนะล็อก
ง.เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานแบบดิจิทัลโดยใช้แรงดันไฟฟ้าแสดงสถานะเพียงสองสถานะ
3.กระบวนงานในข้อใดเกิดขึ้นเป็นสิ่งแรกเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
ก. เช็คสถานะของอาร์ดแวร์
ข. โหลดระบบปฏิบัติการเข้าสู่หน่วยความจำหลัก
ค. หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ ( RAM )
ง. หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว( ROM )
4.สื่อกลางที่ใช้มากในการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายแลนคือข้อใด
ก. สายคู่บิดเกลี่ยว
ข. สายโคแอกเชียล
ค. สายเส้นใยนำแสง
ง. สายโทรศัพท์
5.ความละเอียดของจอภาพสามารถบอกได้ด้วยปัจจัยในข้อใด
ก. CRT
ข. Dot Pitch
ค. Refresh Rate
ง. Color Quality
6. การวัดขนาดข้อมูล 8 Bit มีค่าเท่ากับ
ก. 10 Byte
ข. 100 Byte
ค. 1 Byte
ง. 1024 Byte
7.ข้อมูลสารสนเทศ คืออะไร
ก. ข้อมูลที่ได้รับการกรอง และเรียบเรียง ที่สามารถนำไปใช้งานได้
ข. ความเป็นจริงที่ยังเป็นข้อมูลดิบซึ่งไม่ได้ผ่านการประมวลผลใด ๆ
ค. ข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว
ง. ผลลัพท์ของการทำงาน
8. ในปัจจุบันนิยมใช้ระบบปฏิบัติการอะไรมากที่สุด
ก. Microsoft Windows98
ข. Microsoft Windows ME
ค. Microsoft Windows XP
ง. Microsoft Office
9. โปรโตคอล คืออะไร
ก. ระบบที่แปลงภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์
ข. ระเบียบวิธีที่กำหนดสำหรับการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
ค. ระบบที่จำลองการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
ง. ระบบรับส่งข้อมูล
10. โปรแกรม Microsoft Office XPใช้ทำงานเกี่ยวกับด้านใด
ก. ด้านเอกสาร
ข. พิมพ์จดหมาย
ค. การบันทึกไฟล์
ง. การแนบไฟล์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





