วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ปัญหาของวัยรุ่น

ปัญหาของวัยรุ่น




                ปัจจุบันปัญหาที่ทำให้สังคมต้องมองข้ามไม่ได้นั้นก็คือปัญหาของวัยรุ่น ซึ่งจะเป็นกลุ่มหลักในการช่วยสร้างประเทศให้มั่นคงแต่ตอนนี้วัยรุ่นส่วนมากมักสร้างปัญหาหลาย ๆ อย่างซึ่งล้วนมีผลกระทบต่อหลาย ๆ สถาบัน เช่น สถาบันครอบครัว สถาบันเศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตัวบุคคลเองและบุคคลใกล้ชิด(พ่อ,แม่)รวมถึงสังคมและประเทศชาติซึ่งอาจนำความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ด้วยเหตุนี้ปัญหากลุ่มวัยรุ่นจึงกลายเป็นปัญหาหลักอีกปัญหาหนึ่งที่ทุกคนในสังคมไม่ควรมองข้าม มิใช่ปัญหาเฉพาะคนใดคนหนึ่งหรือสังคมใดสังคมหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันแนวโน้มของความรุนแรงและการขยายตัวของปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มวัยรุ่นได้เพิ่มขึ้นตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม ระบบเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีถึงแม้ว่าได้มีความร่วมมือในการป้องกันและแก้ปัญหาจากหน่วยงานต่าง ๆ ในบาง ส่วนของภาครัฐบ้างแล้วก็ตาม



สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา



             ด้านเกี่ยวกับตนเอง เช่น ปฏิบัติตัวตามเพื่อนซึ่งวัยนี้มักจะถือเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ซึ่งเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของวัยรุ่นแต่ละคนมักไม่เหมือนกันทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย วัยรุ่นมักพยายามหัดติดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ดัวยตนเองมักหลีกเลี่ยงขอคำปรึกษาจากพ่อแม่และผู้ปกครองมักพยายามหาทางแก้ไขปัญหาดัวยตนเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดการปรับตัวที่ดีขึ้นและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยความสบายใจแต่ในทางตรงกันข้ามถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ก็จะทำให้อารมณ์ไม่ดีใจอ่อนไหวง่าย แต่จะพยายามดับอารมณ์ด้วยความสุขุมเยือกเย็นมากยิ่งขึ้นและมักที่จะควรทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะแสดงว่าตนไม่ใช่วัยรุ่นอีกต่อไป พยายามลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น สูบบุหรี่ หัดดื่มเหล้า แต่งหน้าทาปาก สวมรองเท้าส้นสูง(ผู้หญิง) และเกิดความต้องการที่จะยึดติดกับกลุ่มเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ เกิดความต้องการของตนเองบวกกับความต้องการของกลุ่มเพื่อน ซึ่งสามารถแยกได้เป็นความต้องการทางกายคือ ปัจจัย 4 ซึ่งประกอบด้วยอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ซึ่งส่วนนี้ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยพ่อแม่เนื่องจากยังไม่สามารถเลี้ยงตนเองได้ ความต้องการความสนุกสนานเพลิดเพลิน เช่นดนตรี กีฬา การเที่ยวเตร่และสถานบันเทิงต่าง ๆ ต้องการเป็นอิสระอยากเป็นตัวของตัวเองไม่ต้องการใครมาบังคับต้องการได้รับความยกย่อง ความเด่น อยากดัง อยากมีชื่อเสียง มีอุดมคติสูงมากกว่าที่จะปฏิบัติได้จริงถ้าหากเชื่อในเรื่องใดแล้วจะเชื่อถือได้อย่างจริงจัง ต้องการประสบการณ์แปลก ๆ ใหม่ชอบทดลองโดยเฉพาะอย่างสิ่งที่ต้องห้าม ต้องการรวมกลุ่มอยากมีเพื่อนเพื่อเที่ยวเตร่ ปรับทุกข์ สนุกสนานด้วยกัน การใช้ชีวิตของวัยรุ่นมักยึดค่านิยมที่ชอบหาความลำบากใส่ตัวโดยการสร้างเรื่องหรือก่อความวุ่นวายขึ้นในสังคมโดยเฉพาะกับบุคคลที่มีอำนาจเหนือตน เช่น ครู ตำรวจ   ชอบความรุนแรงและดุดันโดยเห็นว่าความเป็นลูกชายต้องใช้กำลังส่วนใหญ่เลียนแบบจากภาพยนตร์ การเลียนแบบจะเกิดขึ้นทั่วไปในกลุ่มของเด็กวัยรุ่น ชอบความโอ่อ่า เน้นในด้านวัตถุ เช่นการแต่งการเสื้อผ้าราคาแพงเพื่อให้ทันต่อนิยมสมัย โดยไม่คำนึงถึงวิธีใด   ชอบความตื่นเต้นและหวาดเสียว ชอบการผจญภัย หนีโรงเรียน หนีเที่ยว ฝ่าฝืนกฎระเบียบมีพฤติกรรมเกี่ยวกับอบายมุขต่างๆ ชอบเชื่อถือโชคชะตาเด็กวัยรุ่นจะอ้างว่าผลจากการกระทำของตนเป็นเรื่องของโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  ชอบปกครองตนเองจะแสดงออกถึงการรักอิสระจนเกินขอบเขต ไม่ต้องการให้ใครมาควบคุมความประพฤติ ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่จิตใจแล้วสามารถอธิบายได้ว่าการแสดงออกของเด็กเหล่านี้เพื่อจะทดสอบความเข้มงวดกวดขันของพ่อแม่ผู้ปกครองหรือในทางตรงกันข้ามต้องการให้ผู้อื่นเอาใจใส่ดูแลตน เพราะฉะนั้นการที่เด็กหนีโรงเรียนหรือออกจากบ้านนอกจากต้องการอิสระ แล้วยังเป็นการทดสอบความเข้มงวดหรือต้องการเรียกร้องความสนใจความเอาใจใส่จากพ่อแม่ผู้ปกครองอีกด้วย

               ด้านที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบตัว สภาพสังคมและค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปสังคมไทยในปัจจุบันซึ่งแตกต่างกับสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง ซึ่งแต่ก่อนวัยรุ่นมักจะอยู่กับครอบครัวมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันสภาพสังคมมีความสงบสุขแต่เมื่อความเจริญทางเทคโนโลยีเข้ามาถึงสภาพก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปสังคมมีความยุ่งเหยิงพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับลูกทำให้ลูกขาดความอบอุ่นไปหาความอบอุ่นนอกบ้านจนเกิดเป็นปัญหาสังคมที่ต้องแก้ไขกันต่อไป



โลกปัจจุบัน



               
สังคมในปัจจุบันให้ความสำคัญต่อความเจริญทางด้านวัตถุมากกว่าคุณค่าด้านจิตใจอีกทั้งวัยรุ่นยังมีค่านิยมในการเที่ยวเตร่กลางคืนซึ่งชักนำให้วัยรุ่นก่อพฤติกรรมการเลียนแบบที่เย้ายวนใจชักนำให้วัยรุ่นหันไปลอกเลียนแบบและเอาอย่างพฤติกรรมที่ไม่ดี ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะพ่อแม่ควรเอาใจใส่เรื่องนี้ด้วย การเข้าไปเที่ยวสถานบันเทิงต่าง ๆของวัยรุ่นก็เป็นความเสี่ยงเช่น ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ คาเฟ่ ผับ เธค สนุกเกอร์ ลานสเก็ต วัยรุ่นใช้เป็นแหล่งนัดพบเพื่อเที่ยวและทำความรู้จักเพื่อนต่างเพศ ทำให้เกิดการมั่วสุม

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โอเน็ต



แนวข้อสอบ o-net คอมพิวเตอร์


1.ข้อใดเป็นการเรียงลำดับวิวัฒนาการของวงจรคอมพิวเตอร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
 ก. หลอดสุญญกาศ วงจรไอซี ทรานซิสเตอร์ วงจรรวมความจุสูง 
 ข.  ทรานซิสเตอร์ หลอดสุญญากาศ วงจรไอซี วงจรรวมความจุสูง
 ค.  หลอดสุญญากาศ ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี วงจรรวมความจุสูง
 ง.  ทรานซิสเตอร์ วงจรไอซี หลอดสูญญากาศ วงจรรวมความจุสูง


2.ทำไมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์จึงใช้ระบบเลขฐานสอง
    ก. เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใช้ภาษาเครื่อง    
    ข. เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจภาษามนุษย์    
    ค.เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานแบบแอนะล็อก    
    ง.เนื่องจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานแบบดิจิทัลโดยใช้แรงดันไฟฟ้าแสดงสถานะเพียงสองสถานะ


3.กระบวนงานในข้อใดเกิดขึ้นเป็นสิ่งแรกเมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
    ก. เช็คสถานะของอาร์ดแวร์
    ข. โหลดระบบปฏิบัติการเข้าสู่หน่วยความจำหลัก
    ค. หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ ( RAM )
    ง. หน่วยประมวลผลกลางประมวลชุดคำสั่งในหน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว( ROM )


4.สื่อกลางที่ใช้มากในการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายแลนคือข้อใด
    ก. สายคู่บิดเกลี่ยว
    ข. สายโคแอกเชียล
    ค. สายเส้นใยนำแสง
    ง.  สายโทรศัพท์


5.ความละเอียดของจอภาพสามารถบอกได้ด้วยปัจจัยในข้อใด
    ก. CRT
    ข. Dot Pitch
    ค. Refresh Rate
    ง. Color Quality
 

6. การวัดขนาดข้อมูล 8 Bit มีค่าเท่ากับ
    ก. 10 Byte
    ข. 100 Byte
    ค. 1 Byte
    ง. 1024 Byte


 7.ข้อมูลสารสนเทศ คืออะไร
   ก. ข้อมูลที่ได้รับการกรอง และเรียบเรียง ที่สามารถนำไปใช้งานได้
   ข. ความเป็นจริงที่ยังเป็นข้อมูลดิบซึ่งไม่ได้ผ่านการประมวลผลใด ๆ
   ค. ข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว
   ง. ผลลัพท์ของการทำงาน


8.   ในปัจจุบันนิยมใช้ระบบปฏิบัติการอะไรมากที่สุด
    ก. Microsoft Windows98
    ข. Microsoft Windows ME
    ค. Microsoft Windows XP
    ง. Microsoft Office 


9.  โปรโตคอล คืออะไร
     ก. ระบบที่แปลงภาษาเครื่องคอมพิวเตอร์
     ข. ระเบียบวิธีที่กำหนดสำหรับการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
     ค. ระบบที่จำลองการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
     ง. ระบบรับส่งข้อมูล
10. โปรแกรม Microsoft Office XPใช้ทำงานเกี่ยวกับด้านใด
     ก. ด้านเอกสาร
     ข. พิมพ์จดหมาย
     ค. การบันทึกไฟล์
     ง. การแนบไฟล์

ที่มา  
http://www.thailocalmeet.com/index.php/topic,3672.0.html

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

เครือข่ายระยะใกล้

เครือข่ายระยะใกล้ (LAN : Local Area Network)
         พัฒนาการของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เกิดจากการเชื่อมต่อเทอร์มินอล (Terminal)เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม
(Mainfram Computer) หรือเชื่อมต่อกับมินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computer) ซึ่งการควบคุมการสื่อสารและการประมวลผลต่างๆ
จะถูกควบคุมและดำเนินการโดยเครื่องเมนเฟรม หรือมินิคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจเรียกอีกอย่างว่า โฮสต์ (Host) โดยมีการเชื่อมโยง   ระหว่างโฮสต์กับเทอร์มินอล ส่วนเทอร์มินอลทำหน้าที่เป็นเพียงจุดรับข้อมูล และ แสดงข้อมูลเท่านั้น
         สำหรับเครือข่ายในปัจจุบันมีการทำงานที่มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ทั้งการเข้าถึงและการใช้งานทรัพยากรที่มีอยู่  บนเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ ดิสก์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเรียกเทอร์มินอลที่มีความสามารถเล่านี้ว่าโหนด(Node)ลักษณะการ กระจายการทำงานแบบการกระจายศูนย์ (Distributed System) ซึ่งเป็นการกระจายภาระ และหน้าที่การทำงานไปโหนดบนเครือข่าย ทั้งภายใน และภายนอกหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยลดภาระการทำงาน ของโฮสต์ลงได้เป็นอย่างมาก
         ปัจจุบันมีการใช้งานเครือข่ายระยะใกล้ หรือเรียกอีกอย่างว่าเครือข่ายท้องถิ่น (LAN หรือ Local Area Network) อย่างแพร่หลายในเกือบทุกหน่วยงาน จนเปรียบเสมือนปัจจัยในการทำงานของสำนักงานทั่ว ๆ ไป เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์ดีด หรือเครื่องถ่ายเอกสาร บุคคลากรเกือบทุกคนในหน่วยงานจะมี เครื่องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1 เครื่อง เพื่อใช้งานในด้านต่างๆ นอกจากนี้อาจจะมีการเชื่อมโยงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์กับระบบงานอื่น ภายในหน่วยงานเดียวกันภายในตึกเดียวกัน หรือภายในองค์กรเดียวกัน การเชื่อมโยงในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการเชื่อมโยงประสานการทำงานของหน่วยงานหรือ องค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งเรียการเชื่อมโยงลักษณะนี้ว่าเครือข่ายท้องถิ่น
         สรุปแล้วเครือข่ายระยะใกล้ หรือเครือข่ายท้องถิ่น (LAN)เป็นรูปแบบการทำงานของระบบเครือข่ายแบบหนึ่ง ที่ช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer) เครื่องพิมพ์ (Printer) และอุปกรณ์ใช้งานทางคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงเอกสาร ส่งข้อมูล ติดต่อใช้งานร่วมกันได้ การติดต่อสื่อสารของอุปกรณ์ จะอยู่ในบริเวณแคบ โดยทั่วไปมีระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร เช่น ภายในอาคารสำนักงานภายในคลังสินค้า โรงงาน หรือระหว่างตึกใกล้ ๆ เชื่อมโยงด้วย สายสื่อสารจึงทำให้มีความเร็วในการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงมาก และมีความผิดพลาดของข้อมูลต่ำ




โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology of LAN)
·  เครือข่ายแบบบัส (Bus Topology)จะทำงานเหมือนกับรถบัสโดยสารประจำทางคอยวิ่งรับส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งๆ ไปยังจุดหมายปลายทาง ในเครือข่ายแบบบัส จะไม่มีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลายคอยควบคุมจัดการ ทุกเครื่องในเครือข่ายจะเชื่อมต่อเข้ากับช่องสื่อสารเส้นเดียวกัน อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดในเครือข่ายสามารถสื่อสารส่งข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ถึงกันได้โดยไม่จำเป็น ต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์ศูนย์กลาง ถ้ามีบางข่าวสารชนกัน อุปกรณ์ตัวนั้นจะหยุดชั่วขณะแล้วพยายามส่งใหม่
ข้อดี คือ สามารถจัดการได้ทั้งเครือข่ายแบบ client/server และแบบ peer-to-peer
ข้อจำกัด คือ จำเป็นต้องใช้วงจรสื่อสารและซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันของสัญญาณข้อมูล และถ้ามีอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย อาจส่งผลให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้




·  เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology)คือ ไมโครโปรเซสเซอร์ทุกเครื่องจะสื่อสารกันถายในเครือข่ายผ่านสายสัญญาณที่มีลักษณะเป็นวงแหวน สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งวิ่งไป รอบวงแหวนจนกระทั่งไปถึงยังเครื่องปลายทางโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์กลาง โดยมีโทเคนซึ่งเป็นบิต แบบมีแบบแผนจะวิ่งไปรอบๆ วงแหวนทำหน้าที่พิจารณาว่าเครื่องใดในเครือข่ายจะ เป็นผู้ส่งสารสนเทศ
ข้อดี ข่าวสารจะเคลื่อนที่เป็นลำดับไปในทิศทางเดียว ขจัดปัญหาการชนกันของสัญญาณ
ข้อจำกัด ถ้าเครื่องใดเครื่องหนึ่งในเครือข่ายเสียหาย อาจทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้


·  เครือข่ายแบบดาว (Star Topology)คือ จะมีไมโครคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องศูนย์กลางแม่ข่าย ไมโครคอมพิวเตอร์ที่เหลือและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ทั้งหมดจะเชื่อมต่อไปยังเครื่องแม่ข่ายโดยมีฮับ (HUB) เป็นอุปกรณ์คอยจัดการรับส่งข่าวสารจากเครื่องหนึ่งๆไปสู่เครื่องอื่นๆ สายสื่อสารจะเชื่อมต่อจากไมโครคอมพิวเตอร์เข้าสู่ฮับแยกไปแต่ละเครื่อง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งผ่านจากเครื่องหนึ่งผ่านฮับไปยังเครื่องปลายทาง ฮับจะคอยตรวจสอบลำดับการจราจรที่วิ่งไปมาในเครือข่าย
ข้อดี ฮับจะทำหน้าที่คอยปกป้องการชนกันของข่าวสาร เมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ก็จะไม่มีผลกระทบต่อเครื่องอื่นๆทั้งระบบ
ข้อจำกัด ถ้าฮับเสียหายจะทำให้ทั้งระบบต้องหยุดซะงัก และมีความสิ้นเปลืองสายสัญญาณมากกว่าแบบอื่นๆ


·  เครือข่ายแบบผสม (Hybrid Topology)คือ เป็นเครือข่ายที่ผสมผสานกันทั้งแบบดาว,วงแหวน และบัส เช่น วิทยาเขตขนาดเล็กที่มีหลายอาคาร เครือข่ายของแต่ละอาคารอาจใช้แบบบัสเชื่อมต่อกับอาคารอื่นๆที่ใช้แบบดาว และแบบวงแหวน

·  เครือข่ายแบบFDDI (FDDI Topology)คือ เครือข่ายความเร็วสูงรุ่นใหม่ Fiber Distributed Data Interface การเชื่อมต่อจะมีความเร็วประมาณ 100-200 เมกะบิตต่อวินาที เครือข่าย FDDI จะใช้สายใยแก้วนำแสงโดยแปลงจาก โทโปโลยีแบบวงแหวน เพียงแต่มีวงแหวน 2 วง นิยมใช้สำหรับงานด้านที่ต้องการเทคโนโลยีสูง เช่น วีดิทัศน์แบบดิจิทัล , กราฟิกความละเอียดสูง
ข้อดี ความเร็วสูง มีเสถียรภาพ และความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจากมีวงแหวน 2 วง ถ้าวงใดวงหนึ่งเสียหาย การสื่อสารยังสามารถดำเนินต่อไปได้ในวงแหวนที่เหลือ
ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากใช้ใยแก้วนำแสง, อุปกรณ์และการจัดการเครือข่ายจะมีต้นทุนสูงกว่าโทโปโลยีอื่นๆ


องค์ประกอบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

การที่คอมพิวเตอร์จะเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายได้ ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานดังต่อไปนี้
                - คอมพิวเตอร์ อย่างน้อย  2  เครื่อง
                - เน็ตเวิร์ดการ์ด  หรือ  NIC ( Network  Interface  Card) เป็นการ์ดที่เสียบเข้ากับช่องที่ เมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์  ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์และเครือข่าย
                - สื่อกลางและอุปกรณ์สำหรับการรับส่งข้อมูล  เช่น  สายสัญญาณ  ส่วนสายสัญญาณที่นิยมที่ใช้กันในเครือข่ายก็เช่น  สายโคแอ็กเชียล  สายคู่เกลียวบิด  และสายใยแก้วนำแสง  เป็นต้น ส่วนอุปกรณ์ เครือข่าย  เช่น  ฮับ สวิตช์ เราท์เตอร์ เกตเวย์ เป็นต้น
                - โปรโตคอล  ( Protocol) โปรโตคอลเป็นภาษาที่คอมพิวเตอร์ใช้ติดต่อสื่อสารกันผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สามารถสื่อสารกันได้นั้นจำเป็นที่ต้องใช้  “ภาษา” หรือใช้โปรโตคอลเดียวกันเช่น  OSI,  TCP/IP,  IPX/SPX เป็นต้น
                - ระบบปฏิบัติการเครือข่าย  หรือ NOS (Network Operating System)ระบบปฏิบัติการเครือข่ายจะเป็นตัวคอยจัดการเกี่ยวกับการใช้งานเครือข่ายของผู้ใช้แต่ละคน

    1  เน็ตเวิร์คการ์ด

             เน็ตเวิร์คการ์ดจะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ และระบบเครือข่าย ส่วนใหญ่จะเรียกว่า “NIC (Network Interface Card)”หรือบางทีก็เรียกว่า “LAN การ์ด (LAN Card)” อุปกรณ์เหล่านี้จะทำการแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณที่สามารถส่งไปตามสายสัญญาณหรือสื่อแบบอื่นได้  ปัจจุบันนี้ก็ได้มีการแบ่งการ์ดออกเป็นหลายประเภท   ซึ่งจะถูกออกแบบให้สามารถใช้ได้กับเครือข่ายประเภทแบบต่าง  ๆ  เช่น อีเธอร์เน็ตการ์ด  โทเคนริงการ์ด  เป็นต้น  การ์ดในแต่ละประเภทอาจใช้กับสายสัญญาณบางชนิดเท่านั้น  หรืออาจจะใช้ได้กับสายสัญญาณหลายชนิด


                        

เน็ตเวิร์คการ์ด

              เน็ตเวิร์คการ์ดจะติดตั้งอยู่กับคอมพิวเตอร์ โดยเต้าเสียบเข้ากับช่องบนเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์   ส่วนมากคอมพิวเตอร์ที่ผลิตในปัจจุบันจะมีเฉพาะช่อง PCI ซึ่งก็ใช้บัสที่มีขนาด 32 บิต  อย่างไรก็ตาม ยังมีคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าที่ยังมีช่องแบบ  ISA อยู่  ซึ่งมีบัสขนาด 16บิต  และมีการ์ดที่เป็นแบบ  ISA จะประมวลผล  ข้อมูลช้ากว่าแบบ  PCI

    2  สายสัญญาณ

ปัจจุบันมีสายสัญญาณที่ใช้เป็นมาตรฐานในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์อยู่3 ประเภท

              2.1  สายคู่บิดเกลียว             สายคู่บิดเกลียว  ( twisted   pair )  ในแต่ละคู่ของสายทองแดงซึ่งจะถูกพันกันตามมาตรฐาน    เพื่อต้องการลดการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับคู่สายข้างเคียงได้แล้วผ่านไปยังสายเคเบิลเดียวกัน  หรือจากภายนอกเท่านั้น    เนื่องจากสายคู่บิดเกลียวนั้นมีราคาไม่แพงมากใช้ส่งข้อมูลได้ดี  แล้วน้ำหนักเบา ง่ายต่อการติดตั้ง  จึงทำให้ถูกใช้งานอย่างกว้างขวางตัวอย่างคือสายโทรศัพท์สายแบบนี้มี 2 ชนิดคือ

             ก. สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน   (Shielded  Twisted   Pair : STP) เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกที่หนาอีกชั้นดังรูป    เพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


 สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน

              ข. สายคู่เกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน  (Unshielded Twisted  Pair : UTP)  เป็นสายคู่บิดเกลียวที่หุ้มด้วยฉนวนชั้นนอกด้วยซึ่งบางทีก็หุ้มอีกชั้นดังรูป  ซึ่งทำให้สะดวกในการโค้งงอ  แต่ก็สามารถป้องกันการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้น้อยกว่าชนิดแรก                                            




 สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน

        2.2   สายโคแอกเชียล                สายโคแอกเชียล เป็นตัวกลางการเชื่อมโยงที่มีลักษณะเช่นเดียวกับสายทีวีที่มีการใช้งานกันอยู่เป็นจำนวนมากไม่ว่าจะใช้ในระบบเครือข่ายเฉพาะที่  และใช้ในการส่งข้อมูลระยะที่ไกลระหว่างชุมสายโทรศัพท์หรือการส่งข้อมูลสัญญาณวีดีทัศน์ ซึ่งสายโคแอกเชียลที่ใช้ทั่วไปก็มีอยู่ 2  ชนิด   คือ 50 โอห์ม  ซึ่งใช้ส่งข้อมูลแบบดิจิทอล   และชนิด 75โอห์ม  ซึ่งก็จะใช้ส่งข้อมูลสัญญาณอนาล็อก    สายโคแอกเชียลมีฉนวนหุ้มเพื่อป้องกันการรบกวนของคลื่นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า  และก็เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนอื่น ๆ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สายแบบนี้มีช่วงความถี่ที่สัญญาณไฟฟ้าสามารถส่งผ่านได้กว้างถึง 500 Mhz จึงสามารถส่งข้อมูลด้วยอัตราของการส่งสูงขึ้น




สายโคแอกเชียล

       2.3  เส้นใยแก้วนำแสง             เส้นใยนำแสง  ( fiber  optic ) เป็นการที่ใช้ให้แสงเคลื่อนที่ไปในท่อแก้ว    ซึ่งสามารถส่งข้อมูลด้วยเป็นอัตราความหนาแน่นของสัญญาณข้อมูลที่สูงมาก   ที่ปัจจุบันถ้าใช้เส้นใยนำแสงกับระบบอีเธอร์เน็ตก็ใช้ได้ด้วยความเร็ว 10  เมกะบิต   ถ้าใช้กับ  FDDI  ก็จะใช้ได้ด้วยความเร็วสูงถึง100 เมกะบิต




ลักษณะของเส้นใยนำแสง

    3  
อุปกรณ์เครือข่าย

   อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในเครือข่ายทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับการรับ- ส่งข้อมูลในเครือข่าย   หรือใช้สำหรับทวนสัญญาณเพื่อให้การรับ-ส่งข้อมูลได้ดี และส่งในระยะที่ไกลมากขึ้น   หรือใช้สำหรับขยายเครือข่ายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น อุปกรณ์เครือข่ายที่พบเห็นโดยทั่วไป เช่น ฮับ สวิตซ์ เราท์เตอร์

    3.1  ฮับ (Hub)

          ฮับ (HUB) คืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมกันระหว่างกลุ่มของคอมพิวเตอร์   ฮับมีหน้าที่รับส่งเฟรมข้อมูลทุกเฟรมที่ได้รับจากพอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง   เพื่อส่งไปยังทุก ๆ พอร์ตที่เหลือ คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเข้ากับฮับจะแชร์แบนด์วิธหรืออัตราข้อมูลของเครือข่าย




 ฮับ (HUB)

         3.2  สวิตซ์ (Switch)

               สวิตซ์  (Switch)  หรือ บริดจ์  (Bridge)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมต่อ LAN สองเครือข่ายเข้าด้วยกัน  โดยจะต้องเป็น LAN ชนิดเดียวกัน และก็ใช้โปรโตคอลในการรับส่งข้อมูลเหมือนกัน เช่น ใช้ในการเชื่อมต่อ Ethernet LAN ทั้งสองเครือข่ายเข้าด้วยกัน


 สวิตซ์  (Switch)  หรือ บริดจ์  (Bridge)

           3.3  เราท์เตอร์ ( Routing )

                เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อในระบบเครือข่ายกับหลายระบบเข้าด้วยกันที่คล้ายกับบริดจ์  แต่ก็มีส่วนการทำงานจะซับซ้อนมากกว่าบริดจ์มาก  โดยเราท์เตอร์ก็มีเส้นทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแต่ละเครือข่ายเก็บไว้เป็นตารางเส้นทาง เรียกว่า  Routing Table  ทำให้เราท์เตอร์สามารถทำหน้าที่จัดหาเส้นทาง และเลือกเส้นทางเหมาะสมที่สุดเพื่อใช้ในการเดินทาง  และเพื่อการติดต่อระหว่างเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 





 เราท์เตอร์ ( Routing )

          3.4  โปรโตคอล (Protocol)


                 ในการเชื่อมโยงของเครือข่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ ในแต่ละเครื่องอาจก็ต้องมีระบบที่เหมือนกัน หรือแตกต่างกัน เช่นในการใช้งานในเครือข่ายจึงต้องเป็นมาตรฐานหรือระเบียบที่ใช้ในการติดต่อให้แต่ละเครื่องมีวิธีการสื่อสารที่เป็นไปตามแนวทางเดียวกันได้  เพื่อให้เป็นการเชื่อมโยงข้อมูล และในการติดต่อสื่อสารของเครื่องคอมพิวเตอร์ในแต่ละเครื่องต้องมีความเข้าใจถูกต้องตรงกันและสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี  ไม่เกิดความเสียหายนั้นเกิดขึ้น จึงมีการกำหนดวิธีการมาตรฐานขึ้นเรียกว่า โปรโตคอล ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าโปรโตคอล  หมายถึง  กฎเกณฑ์  ข้อตกลง  ภาษาสื่อสาร รูปแบบ วิธีการเชื่อมต่อของเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย (ระบบใดๆ ก็ตาม)ให้สามารถติดต่อสื่อสารมีการใช้งานร่วมกันได้หลากหลาย